วันอาทิตย์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ผลกระทบ

    1)  มีผลทำให้เราใจร้อน คาดหวังผลเร็วขึ้น อารมณ์หงุดหงิดง่าย

              แต่เดิมในยุคที่เราสื่อสารด้วยการ ส่งจดหมายติดแสตมป์ต้องใช้เวลาเป็นหลักวัน กว่าที่จะสื่อสารกันได้หากว่าเป็นข้ามทวีปด้วยแล้วเป็นหลักสัปดาห์ทีเดียว
               แต่ปัจจุบันส่งอีเมลข้ามทวีปไปแล้วหากมองนาฬิกาแล้วคิดว่า อีกฝ่ายน่าจะต้องตื่นแล้ว และไม่ตอบมาในทันที อีกฝ่ายก็รู้สึกขุ่นมัวแล้วว่าอีกฝ่ายหายไปไหน ทำไมไม่ตอบ เพราะมีสมมุติฐานเบื้องต้นว่า โลกหมุนเร็วแล้วทุกคนต้องเร็วเท่ากัน พอเกิดความคาดหวังแล้วไม่สมหวัง ก็เกิดอารมณ์ขุ่นมัว และบ่อย ๆ ครั้งก็ไม่รู้ว่า นั่นคือการเกิดโทสะขึ้นมาแล้ว เก็บความคับข้องใจกลายเป็นอารมณ์ต่อไปอีก
       
   2) ขาดสติ ขาดความรู้ตัวทั่วพร้อม จนอาจจะก่อเกิดอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น
          นอกเหนือไปจากนี้ การที่สังคมเราเป็น “สังคมก้มหน้า” ใจลอย จิตไปจดจ่ออยู่กับเนื้อหา “คอนเทนต์” บนหน้าจอสมาร์ทโฟน และแท็บเล็ต จนไม่เหลือปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทั้ง ๆ ที่บางทีอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องระมัดระวังตัว เช่น การข้ามถนน หรือขับรถอยู่บนทางด่วน นั้นเป็นสิ่งที่สะท้อนจิตใจแบบใด “ความรู้ตัวทั่วพร้อมยังอยู่ครบดีหรือไม่ หรือว่าจิตใจเราลอยไปอยู่กับสิ่งอื่นและไม่สามารถที่จะควบคุมด้วยตนเองได้อีกต่อไปแล้ว

วิดีโอประกอบเกี่ยวกับสังคมก้มหน้า


วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2558

สังคมก้มหน้าคืออะไร ?



SI ism3



คนยุคนี้ คิดคำนวณ…มากกว่าคิดคำนึง
ความตอนหนึ่งที่อาจารย์พิษณุ ศุภนิมิต กล่าวไว้ในงานเขียน
และมีผู้เห็นคล้อยตามว่า “มันคือความจริงที่น่าใจหาย”
ประมาณว่าการกดปุ่ม คือ การคาดหวังและคิดคำนวณว่า จะต้อง “ได้” อะไรตามมาอย่างใดอย่างหนึ่ง
เช่น ได้ชนะคู่แข่งในเกมคอมพิวเตอร์ ได้เงินจากตู้สี่เหลี่ยม ได้หนีจากช่องทีวี
ได้ติดต่อผู้คนทั่วโลกด้วยเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ดิฉันมิอาจคาดเดาเวลา “ความ” ของอาจารย์พิษณุได้โดยตรง
แต่ข้อเขียนถึงของคุณธีรภาพ โลหิตกุล ผู้คล้อยตาม จากหนังสือ “มหัศจรรย์สุวรรณภูมิ” ระบุปี 2543
ในฐานะผู้อ่านต่อ ดิฉันคล้อยตามคิดเห็นของทั้ง 2 ท่าน อย่างยากที่จะปฏิเสธคิดที่ล่วงมาอย่างน้อย 14 ปี
ณ เวลาปัจจุบัน ที่ปุ่มกดแบบเดิมๆ หลายชนิด พัฒนาสู่การสัมผัสในหลากอุปกรณ์
ท่ามกลางถาโถมของกระแส Social network ที่มักพบว่ามากกว่า 5 ใน 10 ของผู้คน
ที่กำลังหายใจอยู่ในรัศมีวงล้อมออกซิเจนเดียวกัน ต่างมุ่งมั่นก้มหน้าก้มตา
เลื่อนจอไปมา จิ้มๆ กดๆ เจ้าวัตถุสมัยนิยมยุคใหม่…ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง
ประหนึ่งแวดล้อมรอบข้างกายมีเพียงอากาศธาตุไร้สัญญาณชีพ
ระหว่างการรอเรียกตัวเข้าพบแพทย์
เด็กน้อยเพียรจิ้ม ลาก ปล่อย เพื่อต่อแขนขา ใส่หมวก พันผ้า ให้เจ้าสโนว์แมนบนหน้าจออุปกรณ์
มินำพาแม้จะมีเด็กน้อยแปลกหน้าผู้อ่อนวัยกว่า พยายามเดินเข้าหายื่นหน้าตาอยากพูดคุย
ระหว่างระยะทางสั้นบ้าง ยาวบ้างบนรถโดยสาร
ระหว่างปริมาณคิวสั้นบ้าง ยาวบ้างขณะรอรับบริการ
ไม่เว้นแม้เมื่อรวมหมู่คณะสังสรรค์ดื่ม-กิน
ชาย – หญิงหลากวัย เพียรจิ้มบ้าง เลื่อนบ้าง พูดคุยทางปลายนิ้วบ้าง
บ้างก็ยิ้มหัวเพียงลำพัง บ้างก็มีสีหน้าเคร่งเคียด บ้างก็เพียรอ่าน บ้างก็เพียรดู บ้างก็เพียรฟัง ฯลฯ
ต่างคนต่างมีจุดมุ่งหมายของการ “ได้” แตกต่างกัน จากมายาเสมือนตรงหน้า
จนบางครั้ง หรือ หลายๆ ครั้ง หลงลืมสิ่งที่สูญเสียไปในโลกแห่งความจริงที่ต้องดำรง
เด็กน้อยสูญเสียการเรียนรู้ ละเลยความสนใจต่อสิ่งรอบกาย การเล่นซนตามวัยธรรมชาติหดหาย
ครอบครัวสูญเสียการพูดคุย หยอกล้อ กิจกรรมร่วมตามประสาครอบครัวดูเป็นส่วนเกิน
การรับประทานอาหารเย็นนอกบ้านบ่อยครั้ง จึงพบเห็นภาพ พ่อ แม่ ลูก ต่างก้มหน้าจดจ่อหน้าจอของตน
ประหนึ่งการรอคอยอาหารหนึ่งมื้อช่างเป็นการสูญเสียเวลาการสังสรรค์
เวลาความบันเทิงในสังคมเสมือนตรงหน้าเสียเหลือเสียเหลือเกิน

ที่มา: http://www.snc.lib.su.ac.th/snclibblog/?p=41955
เรียบเรียงโดย: นายกฤตภาส  ลายพัฒน์ ม.5/9 เลขที่9